บทที่ 5 ความเฉยชา
“งั้นไปกินข้าวกันเถอะธี แม่เตรียมอาหารไว้ให้เราแล้ว” รู้ว่าธีมะต้องมาแน่ หล่อนจึงจัดเตรียมอาหารไว้เผื่อ
ชายหนุ่มมักจะมาพักที่นี่เสมอ มานอนในห้องของลูกสาว มากอดเสื้อผ้า กอดรูปของฝนทิพย์ หล่อนเห็นก็ยิ่งทุกข์ใจ
“มาเถอะธี เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ” หล่อนต้องย้ำอีกหน
“ครับแม่” ร่างสูงใหญ่พยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้อง ตรงไปยังชั้นล่างของบ้าน ซึ่งมีอภิชาติ บิดาของฝนทิพย์นั่งรออยู่พร้อมกับสาวใสวัยสิบแปดปีอย่างทิพย์อรุณ น้องสาวของฝนทิพย์นั่งอยู่เคียงข้าง
“ยัยฝน หนูยังอยู่ที่นี่อีกเหรอลูก เมื่อไหร่หนูจะหมดห่วง แม่อยากจะให้หนูไปสู่สุคติเสียทีนะ แม่ไม่อยากจะให้หนูต้องจมอยู่กับความทุกข์” หล่อนน้ำตาซึม ไม่อยากจะให้ลูกสาวต้องทุกข์รวมไปถึงธีมะ นางอยากจะให้ทั้งสองคนปล่อยวาง และเลิกยึดติด
แต่สิ่งที่ตอบทิพย์ณารากลับมาคือสายลมเย็นๆ ที่พัดเอื่อยๆ แล้วความเย็นยะเยือกก็จางหายไป ทำให้หล่อนรับรู้ได้ว่า ลูกสาวได้จากไปแล้วจึงรีบเดินลงไปหาทุกคน และหวังว่าลูกสาวของหล่อนจะเข้าใจในความหวังดี
ตอนที่ 2 ความเฉยชา
ไม่ว่าจะผ่านมากี่วัน ข้ามมากี่คืน ล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ นัยน์ตาคู่โศกยังฉ่ำเยิ้มด้วยหยดน้ำตา ภายในอ้างว้าง ยิ่งมองดูก็เหมือนกับหมดแรง หมดอาลัยตายอยาก สองขาไม่สามารถกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิมได้ ความสับสนกังวลก็เข้ามาข้องแวะให้จิตใจทุกข์หนัก สะอื้นจนไหล่บางสั่นไหว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็รู้สึกเจ็บลึก หล่อนไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาแม้สักนิด ไม่เคยสักครั้งที่อีกฝ่ายจะหันกลับมาจ้องมอง แต่ก็ยอมรับชะตากรรมของตนเองมาโดยตลอด
ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่ ทุกอย่างหมายถึงชีวิตของหล่อนกับก้อนเนื้อเล็กๆ ที่ก่อกำเนิดในท้อง ความเฉยชาที่ชายหนุ่มหยิบยื่นมาให้ หล่อนทนไม่ไหว ทั้งที่เจอกับความรู้สึกแบบนี้มาโดยตลอด
“คุณนิชาครับ” กิตติที่เฝ้ามองยิ้มไม่ออก ตีหน้านิ่งไม่ไหว เฝ้าดูแลหญิงสาวมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ ก็พบแต่ความโศกเศร้า
“คะคุณกิตติ” นาฏนิชาหันใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตากลับมามอง
“คุณธีให้ผมพาคุณไปฝากครรภ์ครับ”
“นิชาไม่รบกวนคุณกิตติหรอกค่ะ นิชาไปเองได้ ไม่ต้องห่วง” น้ำเสียงขาดห้วงและแผ่วเบา สองมือยกขึ้นเช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้วประคองร่างให้ตั้งตรง
“แต่คุณธีให้ผมพาไปครับ ไปเถอะครับ ผมเต็มใจ” กิตติบอกอย่างเห็นใจ และหัวใจเต็มไปด้วยความสงสาร คิดว่าเจ้านายของตนทำมากเกินไป ไยจึงใจจืดใจดำทิ้งผู้หญิงน่าสงสารคนนี้ให้เผชิญกับทุกสิ่งเพียงคนเดียว ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังตั้งครรภ์
ยามได้ฟังว่าคือคำสั่งของเจ้าชีวิต นาฏนิชาจึงฝืนส่งยิ้มลวงๆ แม้ในดวงตาสีโศกจะปรากฏรอยร้าว เจ็บแปลบปลาบทั้งดวงใจ นึกแต่สงสารลูกน้อยที่จะได้เกิดมา
“ไปเถอะครับ” เขารีบตัดบทยามเห็นน้ำตารินไหลผ่านแก้ม พลันเดินไปหาเพื่อจะช่วยประคอง แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอด เดินออกจากห้องไปด้วยขาของตนเอง
เสื้อผ้าสีขาว เนื้อผ้าบางเบาเปียกชุ่มด้วยหยดน้ำตา พยายามบังคับไม่ให้รินไหลก็ไม่อาจทำได้ เนื่องด้วยใจเป็นรูพรุน ตลอดทางมือนุ่มแปะทาบทับบนหน้าท้อง ภาวนาขอให้ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้รู้ว่า ผลที่ออกมาคงไม่ดีกับตนเองสักเท่าไหร่
ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ก็ย่ำเท้าเข้ามาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่หญิงสาวมักมาใช้บริการ
“คุณกิตติรอนิชาอยู่ด้านนอกนะคะ” คงไม่อาจให้กิตติเข้าไปด้วย เกรงว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้ความจริง
“แต่…” กิตติเกิดอาการลังเล เจ้านายสั่งมาเฉียบขาดว่าให้ดูแลนาฏนิชาเป็นอย่างดีจึงอยากจะเข้าไปด้วย
“งั้นก็ได้ครับ” เขาก้มหน้าลงยอมทำตามคำขอของอีกฝ่าย เพราะสีหน้านั้นแสนเว้าวอน
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มออกได้บ้างเมื่ออีกฝ่ายไม่เข้าไปด้วย ก่อนสืบเท้าเข้าไปหาคุณหมอประจำตัวด้วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้สึกบีบคั้นตีบตันไปทั้งลำคอ จนแทบจะหายใจไม่ออก ขาซึ่งก้าวเข้าไปก็หนักอึ้ง ก่อนพนมมือขึ้นไหว้คุณหมอแล้วฝืนฉีกยิ้มไปให้ด้วยอาการสั่นๆ
ผ่านไปสักสิบนาที หลังตรวจทุกอย่างเสร็จสิ้น คนออกอาการประหม่าก้มหน้างุดไม่ยอมจับจ้องชายเบื้องหน้า ได้ยินเสียงระบายลมหายใจอยู่หลายรอบยิ่งเพิ่มความกังวล
“ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะหนูนิชา ทำไมไม่รอให้ทุกอย่างดีขึ้นก่อน” คุณหมอประยูร หมอประจำตัวของหญิงสาวถามเสียงเครียด นัยน์ตาปรากฏเค้าความเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์เบื้องหน้ายิ่งตึงเครียด เมื่อนาฏนิชาเงียบงัน ก้มหน้างุด เจ้าหล่อนพูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายเหตุผลไปว่าอย่างไร รู้ว่าตนเองผิดแต่ไม่อยากขัดความประสงค์ของธีมะในเรื่องนี้ เพราะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายเฝ้ารอมาตลอด หล่อนจึงอยากให้เขาสมความปรารถนา
แต่เมื่อก้อนเนื้อน้อยๆ ก่อกำเนิด สิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากธีมะกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยว เขาอยากมีลูก แต่ไม่เคยมาเหลียวแล
“หนูรู้ใช่ไหมว่า มันไม่เป็นผลดีต่อหนูเลยสักนิด” คุณหมอประยูรถามอีกหน เสียงเข้มงวดมากกว่าเดิม และเขาเป็นเพื่อนของกฤต บิดาของหญิงสาว
คนผิดพยักหน้าหงึกหงัก รู้อยู่เต็มอก จึงปกปิดเรื่องนี้ต่อธีมะและกิตติ รวมทั้งปกปิดเรื่องตั้งครรภ์ต่อผู้มีพระคุณทั้งสองคน
“แล้วทำไมหนูยังปล่อยให้ตัวเองมีลูกล่ะหนูนิชา” ท่านถามอย่างสงสัย
“หนู…หนู” คนต้องตอบเกิดอาการโหวงในอก ใจหวิวๆ หายใจติดขัดขึ้นมาในทันใด
“แล้วคุณพ่อของหนู สามีของหนูรู้หรือเปล่าเกี่ยวกับอาการที่หนูเป็นอยู่” คุณหมอประยูรร้องถามสีหน้าไม่สู้ดี ส่วนนาฏนิชาพูดไม่ออก แถมปล่อยน้ำตาให้ไหลหลั่งอาบแก้ม จะพูดออกไปได้อย่างไร ในเมื่อธีมะไม่เคยสนใจไยดีชีวิตความเป็นอยู่ของหล่อนแม้สักนิด ในด้านบิดา หล่อนยังไม่กล้าบอก
“แสดงว่าทั้งสองคนไม่รู้เรื่องนี้” คุณหมอคาดเดาจากที่อีกฝ่ายเงียบไม่ยอมเอื้อนเอ่ย
“งั้นหมอต้องขอคุยกับพวกเขาทั้งสองคน”
เรื่องนี้มีความเสี่ยงสูง นาฏนิชาอาจจะตกอยู่ในสภาวะครรภ์เป็นพิษได้ เพราะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงจะยังไม่ได้อยู่ในสภาวะเสี่ยงจนน่ากังวล แต่มีสิทธิ์ บวกกับอาการของอีกฝ่ายเริ่มเป็นหนักขึ้น จึงอยากจะขอปรึกษากับทางครอบครัว โดยเฉพาะคนเป็นสามีเช่นธีมะ แม้จะรู้จักกับครอบครัวของคนไข้ ทว่ากับธีมะ แทบไม่เคยเจอกัน
ว่าที่คุณแม่รีบส่ายหัวไปมา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอนเจือสะอื้น
“นิชาขอร้อง คุณลุงอย่าบอกใครได้ไหมคะ หนูจะคุยกับพวกเขาทั้งสองคนเอง” คนที่จะบอกคงมีเพียง กฤต บิดาของตน ธีมะคงไม่อาจเอื้อนเอ่ย ในส่วนของมารดายังหนักใจอยู่ ไม่รู้จะยกเหตุผลใดขึ้นมาอ้าง ทั้งที่อีกฝ่ายคัดค้าน สั่งห้ามเสียงเข้ม แถมยังซื้อยาคุมกำเนิดมาให้ทุกเดือน
ด้านคุณหมอจึงเกิดอาการหนักใจ ส่ายหัวไปมากับสีหน้าเว้าวอน ใช่ว่าไม่เห็นใจ แต่ชีวิตของอีกฝ่ายอยู่บนความเสี่ยง
“นะคะคุณลุง หนูขอร้อง หนูสัญญาว่า หนูจะเอาเขาอะ…ออกถ้าทุกอย่างเลวร้าย” น้ำเสียงผะแผ่วเบาหวิว ร้าวระบมสุดหัวใจแต่ต้องฝืนพูดออกมา ดวงตาแดงก่ำจับจ้องคนตรงหน้าอีกครา และในความเป็นจริง หญิงสาวไม่มีทางทำตามที่พูด แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็จะขอให้ลูกได้มีโอกาสลืมตาดูโลก
